ระวัง แผลกดทับ ในผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารสายยาง ! "แผลกดทับ" กับ "ผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยาง" เป็นของคู่กันที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดครับ เพราะนอกจากแผลที่เกิดจากการนอนติดเตียงแล้ว ตัว "สายยาง" เองก็สามารถทำให้เกิดแผลกดทับในจุดที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน
นี่คือจุดเสี่ยงและวิธีป้องกันแผลกดทับสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ครับ
1. แผลกดทับ "จากตัวสายยาง" (Device-Related Pressure Injury)
จุดนี้มักถูกมองข้าม แต่สร้างความเจ็บปวดและเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง:
บริเวณปีกจมูกและรูจมูก (สำหรับสาย NG): หากดึงสายตึงเกินไป หรือแปะพลาสเตอร์ตำแหน่งเดิมซ้ำๆ สายจะกดเนื้อเยื่อจนบุ๋มและกลายเป็นแผลลึก
วิธีแก้: เปลี่ยนตำแหน่งการแปะพลาสเตอร์ทุก 1-2 วัน ให้สาย "ลอย" ไม่กดเบียดข้างจมูก
บริเวณรูหน้าท้อง (สำหรับสาย PEG): หากตัวล็อค (External Bolster) แน่นเกินไป จะกดผิวหนังรอบรูเจาะจนเน่า
วิธีแก้: ปรับตัวล็อคให้พอดี (ควรสอดนิ้วก้อยเข้าไปได้) และหมุนสายยางวันละรอบเพื่อไม่ให้สายติดแน่นกับเนื้อเยื่อ
2. แผลกดทับ "จากการนอน" (Bedsores)
ผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารทางสายยางมักเคลื่อนไหวเองไม่ได้ จึงเสี่ยงต่อแผลกดทับที่ ก้นกบ ส้นเท้า และสะบัก
ปัจจัยเสี่ยง: ภาวะทุพโภชนาการ (ได้รับโปรตีนไม่พอ) ทำให้ผิวหนังบางและแผลหายยาก
ความชื้น: การถ่ายเหลวหรือปัสสาวะเล็ด (ซึ่งพบบ่อยในผู้ป่วยให้อาหารสายยาง) ทำให้ผิวหนังเปื่อยและเกิดแผลได้ง่ายขึ้น
⚠️ สัญญาณเตือนที่ต้องรีบจัดการ
รอยแดงที่ไม่จางหาย: เมื่อกดลงไปบนรอยแดงแล้วสีไม่ขาวขึ้น แสดงว่าเริ่มเกิดแผลกดทับระยะที่ 1
ผิวหนังรอบสายหน้าท้องบวมแดง: อาจมีการติดเชื้อหรือสายกดทับนานเกินไป
มีกลิ่นเหม็นหรือน้ำเหลืองซึม: ออกจากบริเวณรูที่ใส่สายยาง
💡 เคล็ดลับ
การเลือกใช้ "พลาสเตอร์ชนิดอ่อนโยน" (เช่น แผ่นแปะแบบไฮโดรคอลลอยด์หรือพลาสเตอร์กระดาษ) จะช่วยลดการดึงรั้งผิวหนังรอบจมูกได้มากครับ และหากผู้ป่วยมีแผลกดทับที่ก้นอยู่แล้ว การเสริม "โปรตีนไข่ขาว" ลงในมื้ออาหาร (ถ้าไม่มีโรคไต) จะช่วยให้แผลตื้นขึ้นได้อย่างรวดเร็วครับ