ควรสังเกตและดูสายยางให้อาหารสายยางว่าหมดสภาพแล้วหรือไม่
การสังเกตว่าสายยาง "หมดสภาพ" หรือยัง เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากฝืนใช้ต่ออาจทำให้สายยางแตก อุดตัน หรือเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่ทำให้ผู้ป่วยท้องเสียได้ครับ
คุณสามารถสังเกตสัญญาณเตือนว่าควรเปลี่ยนสายยางได้จาก 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ครับ:
1. สังเกตจาก "ตัวสายยาง" (Physical Changes)
สีของสายเปลี่ยนไป: สายเริ่มมีสีขุ่น มัว หรือออกเหลืองเข้มจนมองไม่เห็นอาหารที่ไหลอยู่ข้างใน (ปกติสายควรใส)
ความยืดหยุ่นลดลง: สายเริ่ม แข็งตัว (Stiff) หรือกรอบ หากลองหักงอเบาๆ แล้วรู้สึกว่าสายไม่คืนตัวเหมือนเดิม หรือมีรอยร้าวเล็กๆ
คราบฝังลึก: มีคราบอาหารหรือคราบยาสะสมเป็นจุดๆ (Biofilm) ที่ล้างไม่ออก หรือเห็นเป็น "จุดสีดำ/เขียว" ซึ่งหมายถึงมีเชื้อราขึ้นในสายแล้ว
สายบวมหรือเหนียว: ผิวสัมผัสด้านนอกของสายเริ่มเหนียวเหนอะหนะ หรือสายดูบวมผิดรูป
2. สังเกตจาก "อุปกรณ์เสริมและข้อต่อ"
จุกปิดสาย (Cap): จุกปิดเริ่มหลวม ปิดไม่สนิท หรือฉีกขาด ทำให้อากาศหรือเชื้อโรคเข้าไปได้ง่าย
ตัวล็อคสาย (Clamp): ตัวล็อคหัก หรือล็อคแล้วไม่อยู่ ทำให้อาหารไหลย้อนออกมา
ขีดบอกระยะ: ตัวเลขหรือขีดบอกระยะบนสายจางหายไป จนทำให้กะระยะความลึกที่สอดเข้าไปในร่างกายไม่ได้ (เสี่ยงต่อการให้อาหารผิดตำแหน่ง)
3. สังเกตจาก "ปัญหาขณะใช้งาน"
อุดตันบ่อย: แม้จะล้างสาย (Flush) ดีแล้ว แต่สายก็ยังดูไหลช้าหรือตันบ่อยผิดปกติ
มีกลิ่นเหม็น: สายมีกลิ่นเหม็นบูดติดอยู่ตลอดเวลา แม้จะพยายามล้างทำความสะอาดแล้วก็ตาม
📅 สรุปอายุการใช้งานมาตรฐาน (โดยประมาณ)
ประเภทสายยาง ระยะเวลาที่ควรเปลี่ยน
สายยางจมูก (PVC - สีใส/ขาว) ทุก 7 - 14 วัน (แข็งตัวง่าย)
สายยางจมูก (Silicone - สีขุ่น/นิ่ม) ทุก 1 - 3 เดือน (ทนทานกว่า)
สายยางหน้าท้อง (PEG) ทุก 6 - 12 เดือน (หรือตามที่แพทย์นัด)
💡 ข้อแนะนำเพิ่มเติม
หากเป็น สายยางทางจมูก (NG Tube) เมื่อถึงกำหนดเปลี่ยน หรือพบว่าหมดสภาพ ต้องให้พยาบาลหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้เปลี่ยนให้เท่านั้น ไม่ควรดึงออกหรือใส่ใหม่เองที่บ้านหากไม่ได้รับการฝึกฝน เพราะมีความเสี่ยงที่สายจะหลุดเข้าหลอดลมครับ
